เลือกแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไร ให้เหมาะกับพฤติกรรม

การเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ ให้เหมาะกับพฤติกรรมในการใช้งาน ของแต่ละคนนั้น มีความสำคัญมาก ที่จะส่งผลถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลูกนั้นๆ เพราะพฤติการการใช้รถยนต์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้งานทุกวันไม่มีวันหยุดเลย บางคนใช้งานปานกลาง บางคนใช้งานน้อย และคุณทราบหรือไม่ ว่าแบตเตอรี่รถยนต์แต่ล่ะชนิด ไม่ว่าจะเป็น แบตน้ำ แบตกึ่งแห้ง หรือแบตแห้งมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร? ซึ่งพฤติกรรมในการใช้งาน รวมถึงคุณสมบัติของแบตเตอรี่รถยนต์เหล่านี้ ล้วนส่งผลถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ของคุณอย่างแน่นอน ลบล้างความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าแบตน้ำทนที่สุด เพราะหากคุณเลือกใช้แบตน้ำโดยไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคุณ แบตน้ำที่ว่าทนที่สุด อาจกลายเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ที่ห่วยที่สุดก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหัวข้อในครั้งนี้คือ เลือกแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไรให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานของคุณจะเป็นจุดเปลี่ยนและชี้วัดถึงความคุ้มค่าในการเลือกซื้อ และจะเป็นคำตอบให้เข้าใจถึงคุณลักษณะของแบตเตอรี่รถยนต์แต่ละชนิดด้วย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุดกับเงินที่คุณจ่ายไป ถ้าเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ก็รบกวนแชร์ด้วยนะครับ ก่อนที่เราจะมาเลือกแบตเตอรี่ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรม เราก็ควรมีข้อมูลของแบตเตอรี่แต่ละประเภทก่อนว่า มีคุณสมบัติอย่างไรกันบ้าง

แบตเตอรี่ประเภทแรกที่จะกล่าวในที่นี้ก็คือ แบตเปียก หรือบางคนเรียกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ แบตเตอรี่ชนิดนี้มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย

  1. เซลล์ (Cells)คือที่บรรจุแผ่นธาตุและน้ำกรดเจือจาง ทำจากพลาสติคเกรด PP ในหนึ่งเซลล์ เป็นที่ที่น้ำกรดทำปฏิกิริยาทางเคมี แบตเตอรี่รถยนต์แต่ละลูกจะมีอยู่หลายเซลล์ต่ออนุกรมกัน ภายใน เพื่อให้ได้แรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการจะนำไปใช้งาน แบตเตอรี่รถยนต์แต่ละลูกที่ประจุไฟเต็ม จะมีแรงดันไฟฟ้า 2.1 โวล์ดต่อ หนึ่งเซลล์ ดังนั้น ถ้าแบตเตอรี่ลูกหนึ่งมี 3 เซลล์ เท่ากับว่าจะมีแรงดันไฟฟ้ารวมกันเท่ากับ 6.3 โวลล์ และถ้ามี 6 เซลล์ ก็เท่ากับว่าจะมีแรงดันไฟฟ้ารวมเป็น 12.6 โวลล์ ในแต่ละเซลล์ที่กันเป็นช่องๆนี้ จะมีช่องเติมน้ำกลั่น หรือ น้ำยาอิเล็คโตรไลท์ และมีฝาปิดในแต่ละช่อง ฝาปิดนี้จะต้องมีรูเพื่อระบายแก๊ส ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในแต่ละเซลล์ เพื่อป้องกันแบตเตอรี่ระเบิด
  2. แผ่นธาตุ หรือ แผ่นตะกั่ว (Plates) มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดคือ แผ่นธาตุบวก และ แผ่นธาตุลบ ทำเป็นแผ่นซี่ตาราง แผ่นธาตุบวกทำจากตะกั่วเปอร์อ๊อกไซค์ แผ่นธาตุลบทำจากตะกั่วธรรมดา แผ่นธาตุนี้ จะถูกเคลือบไว้ด้วยสารที่มีคุณสมบัติเก็บสะสมพลังงานไว้ได้ ในหนึ่งเซลล์จะมีแผ่นธาตุบวก และแผ่นธาตุลบเรียงสลับกันอยู่เป็นจำนวนหลายแผ่น แต่จะมีแผ่นลบมากกว่าแผ่นบวก 1 แผ่น ในทุกเซลล์ เพราะฉนั้นจึงทำให้มีแผ่นธาตุลบ ประกบหัวท้ายเสมอ
  3. แผ่นกั้น (Separators) เพื่อป้องกันการสูญเสียพลังงานไฟฟ้า อันเนื่องมาจากแผ่นธาตุ บวก และ ลบ ลัดวงจรซึ่งกันและกัน จึงทำให้มีแผ่นกั้นสอดอยู่ระหว่างแผ่นบวกและแผ่นลบเสมอ เพื่อไม่ให้แผ่นธาตุทั้งสองแตะกันได้ แผ่นกั้นนี้อาจทำมาจากไม้ ยางแข็ง หรือไฟเบอร์กลาส ทำเป็นแผ่นร่องเล็กๆ แคบๆ มีรูพรุน เพื่อให้น้ำยาอิเล็คโตรไลท์สามารถไหลผ่านไปมาได้
  4. น้ำยาอเล็คโตรไลท์ (Electrolyte) คือสารละลายที่บรรจุอยู่ในแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ เป็นส่วนผสมของน้ำกลั่น 60.8% กรดกำมะถัน 39.2% เมือทำการผสมกันแล้ว จะได้กรดกำมะถันเจือจาง ที่สามารถวัดความถ่วงจำเพาะได้ 1.26 ที่อุณหภูมิ 20ซํ. พลังงานไฟฟ้าจะเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารที่เคลือบตะกั่วและน้ำยาอเล็คโตรไลท์นี้

จากข้อมูลเบื้องต้น ทำให้คุณสมบัติของแบตเตอรี่ชนิดนี้ มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป โดยข้อเสียของแบตเตอรี่แบบเปียกก็คือ มีค่า การคายประจุด้วยตัวเอง ที่ค่อนข้างสูง หมายความว่าแบตเตอรี่จะสูญเสียพลังงานไปเรื่อยๆขณะที่เราจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการใช้งาน หรือแม้กระทั่งการถอดแบตเตอรี่ออกมาวางไว้นอกรถ เป็นระยะเวลาหลายวันติดต่อกัน ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือ แบตเตอรี่ไฟหมด หรือไฟอ่อนได้นั่นเอง และถ้าปล่อยให้แบตเตอรี่เกิดภาวะเช่นนี้บ่อยๆ ก็อาจทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ของคุณเสื่อม และชาร์จไฟไม่เข้าในที่สุด เพราะฉนั้นคนที่เหมาะที่จะใช้แบตเตอรี่รถยนต์ชนิดนี้ ควรมีพฤติกรรมในการใช้งานรถยนต์อย่าง สม่ำเสมอ หรือใช้งานทุกวันได้ก็จะดีมาก และกรณีแบตเตอรี่ไม่ได้ใช้งาน ควรนำไปชาร์จไฟ 2 สัปดาห์ ครั้ง ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ไฟหมด หรืออยู่ในสภาพ "โอเวอร์ดีสชาร์จ" ส่วนข้อดีก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์ชนิดนี้ จะทนต่ออุณหภูมิสูงรอบๆแบตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรถยนต์เชิงพาณิชย์ ที่มีการใช้รถยนต์อย่างต่อเนื่องวันล่ะหลายๆกิโล รถยนต์ที่ติดแก๊ส LPG NGV หรือรถยนต์ที่เป็นเครื่องเทอร์โบ ซึ่งในห้องเครื่องจะมีอุณหภูมิสูงกว่ารถยนต์ทั่วๆไป

สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ประเภทที่ 2 ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง (Maintenance Free)แบตเตอรี่ชนิดนี้มีโครงสร้างที่เหมือนกันกับแบตเตอรี่แบบเปียกทุกประการ จะแตกต่างกันในรายละเอียดเฉพาะเรื่องของส่วนผสมของแผ่นธาตุ โดยที่แบตเตอรี่ชนิด Mf นี้จะมีส่วนผสมของแร่แคลเซียม (Calcium) เคลือบไว้ในแผ่นธาตุบวก และแผ่นธาตุลบ จากผลของส่วนผสมดั่งกล่าวที่ถูกพัฒนาโดยวิศกรนี้ ทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้มีค่าการคายประจุตัวเองต่ำลง และมีอัตราการสูญเสียหรือระเหยของไอกรดต่ำลงด้วยเช่นกัน จึงทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้ เหมาะกับคนที่มีพฤติกรรมการใช้รถยนต์น้อย แต่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่า แบตเตอรี่สามารถทนอยู่ในสภาพที่ไม่มีการใช้งานเลยเป็นเวลานาน หรือ หลายๆปีได้ กรณีแบตเตอรี่ไม่ได้ใช้งาน ควานำไปชาร์จไฟทุกๆ 6 เดือน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการเลือกซื้อแบตเตอรี่ให้เหมาะกับพฤติกรรมในการใช้รถยนต์ของเรานะครับ ลองอ่านและศึกษาประเภทหรือชนิดของแบตเตอรี่รถยนต์ ประเภทนั้นๆก่อนว่ามีคุณสมบัติอย่างไร พอเราได้ทราบถึงคุณบัติของแบตเตอรี่ประเภทนั้นๆแล้ว ก็มาดูพฤติกรรมการใช้รถยนต์ของเราว่าเป็นอย่างไร จากนั้นก็เลือกซื้อแบตเตอรี่ให้ตรงใจคุณ อย่าลืมว่า แบตเตอรี่แบบปียกนั้นถ้าไม่มีการใช้งาน ควรนำไปอัดไปประมาณ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ส่วนแบตเตอรี่แบบ Mf ก็ประมาณ 6 เดือนครั้ง นะครับ


การอัดไฟหรือการชาร์แบตเตอรี่ มีวิธีและข้อควรรู้อย่างไร


การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ สามารถทำได้ 2 วิธี ด้วยกันคือ

  • การชาร์จแบบช้า (Low rate Charging)
  • การชาร์จแบบเร็ว (Quick Charging)

เริ่มที่การอัดไฟหรือการชาร์จแบบช้ากันก่อนแล้วกันนะครับ วิธีการนี้เหมาะที่จะใช้ในการชาร์จแบตใหม่หรือแบตเก่าที่ไฟหมดหรือไฟอ่อน เพราะในการชาร์จแบบช้านี้ จะช่วยถนอมแผ่นธาตุ ของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี ไม่ทำความเสียหายให้กับแผ่นธาตุ ในการชาร์จแบบช้านี้จะใช้เวลามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้าที่ยังคงเหลือในแบตเตอรี่และค่าความถ่วงจำเพาะของแบตลูกนั้นๆ การคำนวณค่ากระแสไฟและระยะเวลาในการชาร์จ ให้ใช้กระแสไฟ 8% ของค่าความจุ (Ah) ของแบตเตอรี่ลูกนั้นๆในการคำนวณ ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่รุ่น N70 ความจุ 70 Ah กระแสที่ใช้ในการชาร์จ = 70 x 8/100 = 5.6 A เราก็จะต้องปรับเครื่องชาร์จของเราให้ชาร์จกระแสไฟที่ 5.6 A เป็นต้น

ตารางแสดงความสัมพันธ์แรงดันกับเวลาอัดไฟ
ถ.พ. ก่อนอัดไฟ แรงดันก่อนอัดไฟ ระยะเวลาอัดไฟ
1.250 - 1.240 12.54 - 12.48 3 Hr.
1.239 - 1.220 12.47 - 12.36 4 Hr.
1.219 - 1.200 12.35 - 12.24 5 Hr.
1.199 - 1.180 12.23 - 12.12 7 Hr.
1.179 - 1.160 12.11 - 12.00 8 Hr.
1.159 - 1.140 11.99 - 11.88 9 Hr.
1.139 - 1.120 11.87 - 11.76 10 Hr.
1.199 - 1.000 11.75 - 11.04 12 Hr.

สำหรับตารางที่กล่าวไปข้างต้นนี้ เป็นการคำนวณการชาร์จค่าแรงดันไฟฟ้า ค่าความถ่วงจำเพาะ ของแบตเตอรี่ชนิดเปียก ในกรณีการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Mf ( Maintenance Free ) ให้บวกค่า ถ.พ. จากในตารางไปอีก 0.02 ส่วนค่าแรงดันไฟฟ้าให้บวกด้วย 0.12 และใช้ตารางเวลาในการอัดไฟตามเติม

การชาร์จแบตเตอรี่แบบเร็ว (Quick Charging) การชาร์จด้วยวิธีนี้ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง เพราะการชาร์จแบบเร็ว จะส่งผลให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลูกนั้นสั้นลง เพราะกระแสไฟที่ใช้ในการชาร์จจะค่อนข้างสูง และทำให้แผ่นธาตุเสียหายได้ การชาร์จแบบด่วนนี้จะใช้กระแสไฟ 50% ของความจุแบตเตอรี่ เช่นแบตเตอรี่รุ่น N50 50Ah ก็ใช้กระแส 25% แอมป์ ระยะเวลาในการชาร์จไม่ควรเกิน 30 นาที และควรรักษาอุณหภูมิในการชาร์จไม่ให้เกิน 55 องศาเซลเซียส การชาร์จแบบนี้จะไม่ทำให้แบตเตอรี่เต็มประจุ 100% แต่จะทำให้แบตเตอรี่มีกระแสไฟเพียงพอกับการสตาร์ทได้ไม่กี่ครั้ง ข้อควรจำ ในการชาร์จแบตเตอรี่ จะต้องเปิดฝาจุกแบตเตอรี่ออกทุกครั้ง ห้ามลืมโดยเด็จขาด

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว วิธีตรวจสอบการชาร์จแบตเตอรี่ของเราว่าเต็มแล้วนั้น สามารถทำได้ดั่งนี้

  • สังเกตุการเดือดของแบตเตอรี่แต่ละช่อง จะต้องมีการเดือดเหมือนเราต้มน้ำที่กำลังเดือดทุกช่องเท่ากัน ลักษณะเช่นนี้บ่งบอกได้ว่าแบตเตอรี่เต็มประจุแล้ว
  • วัดค่าความถ่วงจำเพาะด้วยไฮโดรมิเตอร์ ค่าที่ได้จะต้องมีค่า 1.230 - 1.260 และค่านี้จะต้องมีค่าคงที่ 1 - 2 ชั่งโมง
  • ใข้โวล์ดมิเตอร์วัดแรงดันของแบตเตอรี่ จะต้องมีค่าประมาณหรือมากกว่า 15 โวล์ด (2.5 โวล์ด/Cell) และมีค่าคงที่ติดต่อกันเกินกว่า 1 ชั่วโมง ขณะทำการชาร์จ
แบตเตอรี่รถยนต์ agm vrla

>>>กลับไปยังหน้าบทความ

ความคิดเห็น